[SF] Swine Flu

posted on 09 Mar 2010 19:40 by kunlitaz  in FICTION

Title : Swine Flu (ไข้หวัดหมู)
Pairing : Eunhyuk x Donghae
Status : Short Fiction
Genre : Fan Fiction, Yaoi
Rate: PG-15
Summery : ป่วย...ใครว่าไม่ดี?
Another Talk : ฟิคสั้นที่ได้พล๊อตตอนเห็นอึนเฮวิ่งแข่งกันในคอนฯที่เซี้ยงไฮ้ รวมถึงฉากที่ฮยอกบอกให้เดินด้วยกัน อันนั้นก็อยากให้นึกถึงภาพที่สนามบินอินชอนนะคะ ><
เอาจริงๆก็อยากลองแต่งอึนฮยอกกวนๆแบบนี้มานานแล้วล่ะ เป็นพระเอกเงียบขรึมในฟิคเค้ามาเยอะละ เปลี่ยนเป็นแบบนี้ก็น่ารักไปอีกแบบ ทุกคนเห็นด้วยใช่มั๊ย ฮ่าๆๆ และเนื่องจากเป็นพล๊อตอีกแนวที่ไม่ค่อยได้หยิบมาแต่งเท่าไหร่ ถึงมันจะไม่สมบูรณ์มากมาย แต่ลิต้าก็ชอบนะ เอิ๊กกกก อยากให้ออกมาเป็นแบบที่ว่า... อีทงเฮไม่ได้หน้าด้านอย่างเดียวนะ เขินก็เป็นนะเว้ย *v* หรือไม่ก็ ใครว่าฮยอกเป็นเมะที่โวยวายไม่ได้วะ มันแค่ไม่โวยให้เห็นมากกว่า =o= ประมาณนี้ล่ะ ^^







บางครั้งอีทงเฮก็รู้สึกว่า
อาการป่วย…ช่วยให้คนเซ่อๆกลายเป็นตัวอะไรซักอย่างที่น่ารำคาญมากๆได้เหมือนกัน



“เมื่อไหร่จะกลับ?”
น้ำเสียงดุที่ดังมาตามคลื่นสายโทรศัพท์พาลเอาคนที่เพิ่งกลับจากทำงานมาเหนื่อยๆอดที่จะแยกเขี้ยวกับตัวเองไม่ได้ ทงเฮโยนกระเป๋าสะพายของตัวเองลงไปบนเตียงแล้วเดินไปยืนกอดอกพิงหน้าต่างห้อง...ดวงตาเรียวทอดมองวิวด้านนอกอย่างสนใจ แสงไฟหลากสีในสถานที่แปลกตายิ่งชวนให้คนที่นานทีปีหนจะได้ติดปีกมาทำงานเพียงลำพังอดตื่นเต้นไม่ได้

“อีทงเฮ?...เฮ้ย!!!”
เสียงกึ่งตะคอกดังขึ้นอีกครั้งเมื่อคนถูกถามมัวแต่มองวิวเพลินจนลืมตอบคำถามของใครอีกคน

“เออ ได้ยิน”
“ได้ยินก็ตอบดิ่วะ!”
“อ๊ะ! ไอ้ลิงกัง ไอ้ลิงหัวหลิม จะถามอะไรทุกวันวะ ขี้เกียจตอบแล้วโว๊ยย”
“อย่าขึ้นโว๊ยนะโว้ยยยยยย”

ดูเอาเถอะ...ดูสภาพมันนะ อีทงเฮล่ะอยากจะพุ่งหลาวจากตึกสามสิบห้าชั้นลงไปนอนหัวน๊อคพื้นให้รู้แล้วรู้รอด ป่วยแล้วเป็นแบบนี้หรือไงวะเนี่ย

“แค่นี้นะ เหนื่อย! จะนอน!!”
“ก็เออดิ่! ได้ทำงานนิ่ เอาเลย ไปนอนเลย ไปเล้ยยยยยย”

เสียงตะโกนยาวที่ดังมาตามสายโทรศัพท์ยิ่งทำให้คนที่ยืนเกาะขอบหน้าต่างอยู่อีกครึ่งค่อนโลกแทบอยากจะขว้างโทรศัพท์ตัวเองทิ้งซะเดี๋ยวนี้
ทงเฮนับหนึ่งถึงสิบในใจพลางพยายามบอกตัวเองให้ใจเย็น แต่ทว่า...

“อยากจะไปไหนก็ไปเลย คนอย่างอีฮยอกแจมีให้เลือกอีกเป็นสิบเว้ย จะหาเอาให้ขาวกว่า น่ารักกว่า ขี้บ่นน้อยกว่า แถมไม่เอาแบบเพาะกล้ามเป็นงานอดิเรกด้วย!”

ตื๊ดดดดดดดดด...

“..........”

อีทงเฮมองโทรศัพท์เครื่องเล็กในมือที่ถูกตัดสายไปเรียบร้อย ปากเล็กอ้ากว้าง
ในหัวตอนนี้มีอยู่แค่คำๆเดียว......................... พ่อเมิงงงงงงงงงงงง (=[]=)
อ๊าคคคคคค อีทงเฮอยากจะสบถเป็นภาษาตุรกี~~~~~!!!!

“มองไร?”

หลังจากกดตัดสายเสร็จเรียบร้อย คนที่เพิ่งสาธยายความในใจที่อัดอั้นมานานจบลงก็หันไปมองพี่ชายที่นั่งกินข้าวอยู่ห่างๆ ลีดเดอร์ประจำวงดึงหน้ากากอนามัยออกแล้วจับโยนใส่หน้าไอ้น้องชายอย่างหมั่นไส้

“คิดว่าตัวเองหล่อขั้นเทพไงวะ” นี่ถ้าไม่ติดว่าอีกคนยังอยู่ในระยะกักกัน(?) สาบานเลยว่าอีทึกจะลุกเข้าไปเอานิ้วจิ้มตาให้ตาหลุดซะ

“ไม่ใช่แค่เทพบุตร แต่อัพเกรดถึงขั้นเทพเจ้าเรียบร้อยแล้ว หึหึ”

“ถุย!”

อย่า! อย่าคิดว่าคนทำมารยาทแย่ๆแบบนั้นจะเป็นลีดเดอร์อย่างอีทึกที่น้องๆทุกคนให้ความเคารพรักด้วยการจับแก้ผ้ากลางคอนเสิร์ตทุกรอบ แต่ไอ้เสียงนั่นน่ะมันดังมาจากอีกฝั่งของห้องต่างหาก

อึนฮยอกหันขวับไปยังต้นเสียง และสิ่งที่รออยู่ก็คือท่าทางพะอืดพะอมเหมือนกำลังกลืนของเสียลงคอของพี่เยซอง

“หล่อขั้นเทพของผมติดคอหรอพี่”
“เปล่า แค่ศัลยกรรมจมูกติดคอ”
“..........”
อีทึกระเบิดเสียงหัวเราะลั่น ก่อนจะรีบยกมือปิดปากแทบไม่ทันเมื่อคำพูดของสมาชิกลำดับที่ 8 ประจำวงดังขึ้นขัด

“ถ้างั้นมันก็คงติดมาตั้งแต่ของพี่อีทึกแล้วล่ะ หึ”

พูดจบก็ลุกเดินจ้ำๆกลับเข้าห้องตัวเองทันที ทิ้งให้พี่ชายทั้งสองคนได้แต่อ้าปากค้าง
ในหัวตอนนี้มีอยู่แค่คำๆเดียว......................... พ่อเมิงงงงงงงงงงงง (=[]=)




เสียงไอแห้งๆดังตามหลังมาเมื่ออึนฮยอกทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม แขนข้างหนึ่งถูกยกขึ้นวางพาดบนหน้าผาก ในขณะที่สายตาก็เอาแต่จ้องมองเพดานห้องอย่างครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

เอาจริงๆนะ...เขาไม่ใช่คนแบบนี้ซักหน่อย ปกตินะเหรอ? โหยย อย่าให้พูด อึนฮยอกออกจะเป็นที่รักของใครหลายๆคน ทั้งหล่อ ทั้งยิ้มหวาน ไม่งั้นทงเฮจะมาหลงเสน่ห์หรือไง จริงป่ะล่ะ? แล้วดูตอนนี้ดิ่...

โว๊ยยยยยยยยยยยยย หงุดหงิดโว้ยยยยยยยยยยยยยยย


คนที่ต้องทำงานทุกวันอย่างเขา จู่ๆจะให้มานั่งกินนอนกินอยู่แต่กับห้องสี่เหลี่ยม ออกไปไหนมาไหนก็ไม่ได้ วันๆทำได้แค่เอาผ้าสี่เหลี่ยมปิดหน้า ต้องคอยระวังไม่ให้เอาไอ้ไข้หวัดหมูตุ๋นนี่ไปพ่นใส่คนอื่น ใครที่ไหนมันจะยอมรับได้วะ ถึงแม้ทุกคนจะคอยบอกให้เขาถือโอกาสนี้พักผ่อนก็เถอะ

ก็มันหงุดหงิดนี่หว่า~~~


โทรศัพท์มือถือที่วางไว้บนโต๊ะก่อนทิ้งตัวนอนถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้ง นิ้วโป้งไล่ดูรายชื่อในสมุดโทรศัพท์เพื่อหาเป้าหมายในการชวนคุยแก้เบื่อ และสุดท้าย คนที่มั่นใจว่าตัวเองหล่อขั้นเทพเจ้าก็เลือกที่จะจิ้มโทรออกไปถึงใครบางคน


.......


ไม่รับ...
ก็ไม่ง้อวะ อิโด่~


.......


หรือว่าอาบน้ำ?
งั้นโทรใหม่อีกที...



.......



ไม่รับ...


ทงเฮแม่ง... ขี้งอนว่ะ




บ่นกับตัวเองในใจแล้วกดโทรออกอีกครั้ง






ไม่รับ...





วะ!!

เอาดิ่ ไม่รับก็จะโทรมันทั้งคืนแบบนี้แหละ!!


.


.


โทรศัพท์มือถือถูกโยนลงไปบนเตียงอีกฝั่งอย่างหงุดหงิด เมื่อไม่ว่าจะโทรยังไงคนที่อยากให้กดรับสายก็ไม่มีทีท่าว่าจะทำอย่างที่ใจคิดซักนิด

กำลังคิดว่าจะออกไปบอกให้พี่อีทึกจัดการต่อสายให้แทน เสียงข้อความเข้าก็ดังขึ้นซะก่อน อึนฮยอกคว้าเจ้าเครื่องมือสื่อสารขึ้นมากดอ่านข้อความแล้วมีอันต้องขมวดคิ้วมุ่น


...โกรธอยู่ว่ะ อยากให้หาย กลับไปเมื่อไหร่เอาดอกไม้มาง้อด้วย...


โอ๊ะ! อีทงเฮโหมดโรแมนซ์~
อึนฮยอกจัดการพิมพ์ข้อความตอบกลับพร้อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก็บอกแล้วว่าคนมันหล่อ เห็นมั๊ยว่าความหล่อช่วยท่านได้ หึหึ

“เอา...สี...อะไร...ชมพู หรือ...แดง”
พิมพ์เสร็จก็กดส่ง รอคอยข้อความตอบรับอย่างใจจดใจจ่อ


ปิ๊บๆ


“สีทอง?” คนที่เพิ่งได้รับข้อความฉบับใหม่เงยหน้าขึ้นก่อนจะขมวดคิ้ว แล้วก้มลงอ่านข้อความที่เหลือต่อ



"ดอกทองน่ะ รู้จักมั๊ย"

.

.

.


(=_______=)

รู้.........พ่อเอ็งเฮอะ!! แบบนี้มันหลอกด่ากันนี่หว่า!!


ไม่ส่งมันแล้วไอ้ข้อความเนี่ย! คนที่เพิ่งถูกหลอกด่าไม่ทันข้ามนาทีกดโทรออก รออยู่ไม่นาน อีกฝั่งก็กดรับพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักที่ลอยตามมา


“ขอช่อโตๆเลยนะ นายคงหาได้เยอะ เพราะนายมันมีเยอะ!”
“อีทงเฮ!”
“หือออออ?”
“อย่าให้อยู่ตรงหน้านะ ฉันจับหัวนายโขกกำแพงแน่”
“โอยยยยย น่ากลัวมากกกกกกกกกก”

น่ากลัว ก็ช่วยทำเสียงให้ดูกลัวด้วยสิเฮ้ย!!

.
.

อึนฮยอกกัดปากตัวเอง มองเพดานห้องสีขาวแล้วพลิกตัวตะแคงกอดหมอนข้าง ในขณะที่ทงเฮก็ไม่ยอมพูดอะไรออกมาเช่นกัน

จนกระทั่ง...


“มีให้เลือกเยอะจริงหรอวะ”


สุดท้ายปลายสายก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน น้ำเสียงนั้นช่างเบาแสนเบา แต่คนถูกตั้งคำถามกลับได้ยินมันอย่างชัดเจน


“คิดมากว่ะ พูดไปงั้นแหละ”
แม้จะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงตำหนิ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอึนฮยอกถึงอดยิ้มกับคำถามน่ารักๆนั่นไม่ได้

“ฉัน...”
“หือ?”
“ขี้บ่นหรอ”
“............”
“ก็มันเป็นแบบนี้นี่หว่า เคยหยุดพูดได้ที่ไหนกันเล่า”

คือ.. ขี้บ่นกับพูดมากมันไม่เหมือนกันนะเว้ยทงเฮ
ทั้งที่คิดอย่างนั้น แต่คนรอฟังก็ยังยิ้มกับทุกคำพูดที่อีกคนเอ่ยออกมา

“กลับไปจะพูดให้น้อยลงแล้วกัน ส่วนเรื่องกล้าม...ก็เบื่อนี่ เห็นตัวเองในรูปยืนเรียงกันทีไรรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนแคระทุกที ยิ่งเวลายืนกับซีวอนนะ โหยยย ยังกะนิทานเรื่องยักษ์ปักหลั่นกับคนแคระทั้งเจ็ด”

“มันมีที่ไหนกัน”

“ก็นั่นแหละ! เออ จะจำไว้แล้วกันว่าไม่ชอบ แล้วเรื่องดำ...อันนี้ก็ไม่รู้จะแก้ยังไงเหมือนกัน นายอยากขาวกว่าเองทำไมเล่า มันไม่ใช่ความผิดฉันนะเว้ย!!”

“รู้แล้วๆ ฉันแค่พูดเล่นเฉยๆ นายก็คิดมากไปได้”
“ก็ต้องคิดดิ่!”
“ทงเฮอ่า... ฉันหงุดหงิดนี่ อยากไปทำงาน อยากไปเจอคนอื่นๆ ไม่ใช่เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องเหมือนมีหางหมูงอกออกมาจากจมูกแบบนี้”
“แล้วใครที่ไหนเค้าใช้ให้นายเป็นไข้หวัดหมากันล่ะ”
“หมู!!”
“เออ นั่นแหละ......หายเร็วๆแล้วกัน”

ท้ายประโยคเจ้าตัวลดเสียงให้เบาลงกว่าเดิม ทงเฮเม้มริมฝีปากตัวเองแน่น ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดไปที่ทำให้คนฟังยิ้มแก้มแทบปริ

“กลับไปจะได้กอดได้”

“อื้อ”
อึนฮยอกรับคำในคอ และเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ ร่างสูงเด้งตัวขึ้นนั่งขัติสมาธิพลางจ้องมองรูปถ่ายของวงที่ติดอยู่บนกำแพงตรงหน้า

“ทงเฮ”
“หือ?”
“ไว้ถ้าฉันหายดีแล้ว เรามาวิ่งแข่งกันนะ”
“วิ่งแข่ง? เล่นไรเป็นเด็ก ไม่เอาล่ะ ขาฉันสั้นกว่านาย ขืนแข่งไปก็แพ้อยู่ดี”

คนที่รู้ตัวว่าแข่งยังไงก็เอาชนะอีกคนไม่ได้พูดก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้าง มือข้างหนึ่งเอื้อมหยิบนาฬิกาปลุกขนาดเล็กขึ้นมาดูเวลาแล้วจัดการวางมันกลับลงไปที่เดิม


“อย่าคิดอย่างนั้นสิ นายตันกว่าฉันนะ ถ้าวิ่งไม่ได้ก็กลิ้งเอา ฉันหยวนๆให้”
“...อีฮยอกแจ!”

คนถูกเรียกชื่อเสียงเขียวหัวเราะร่วน อึนฮยอกล้มตัวลงนอนอีกครั้ง คราวนี้เขาเลือกที่จะใช้มือข้างที่ว่างหนุนหัวตัวเองแทนหมอน


“อีทงเฮ”
“อย่ามาเรียกชื่อเลียนแบบได้ป่ะล่ะ”
“ไว้นายกลับมา แล้วเรากินข้าวด้วยกันนะ”
“อื้อ แต่นายห้ามเขี่ยผักให้ฉันนะ”

อึนฮยอกอมยิ้มพร้อมกับพยักหน้า ทั้งที่ก็ไม่รู้จะพยักไปเพื่ออะไร ในเมื่ออีกคนคงไม่มีทางได้เห็นอยู่แล้ว


“นายกลับมาแล้วเราก็ต้องไปเซี้ยงไฮ้ต่อเลยนิ่ ถ้างั้นนายก็ต้อง...เดินกับฉันด้วย ตกลงมั๊ย”
“เรื่องมากจริง”
“ห้ามอยู่ห่างจากฉันด้วยนะ”
“ใส่ติ่งไม่ได้ติดกันนะเว้ย”

ทงเฮเริ่มขึ้นเสียง เมื่อดูท่าว่าคนป่วยชักจะเอาแต่ใจตัวเองมากขึ้นทุกที


“แล้วให้ได้มั๊ยล่ะ”
“............”

อีฮยอกแจแม่ง... คิดว่าตัวเองเป็นใครวะ ขออะไรแล้วจำเป็นต้องให้หรือไง


...


แต่เห็นว่าป่วยหรอกนะ ครั้งนี้...ทงเฮจะตามใจซักครั้งก็แล้วกัน


“ตอบดิ่”
“อะไรเล่า”
“ก็ตอบดิ่”
“...อ่ะ เออ! ไปไหนก็ไป จะเซี้ยงไฮ้หรือกัมพูชาก็ไป พอใจยัง”

.

.

.


“พอใจแล้ว”




บางครั้งอีฮยอกแจก็รู้สึกว่า
อาการป่วย…ช่วยให้คนเอาแต่ใจตัวเองกลายเป็นคนที่คอยเอาแต่ใจเขาได้เหมือนกัน





แบบนี้ หายจากไข้หวัดหมูเมื่อไหร่ จะเป็นไข้หวัดอะไรต่อดีน้า~









- END -